บทที่ 3 เธอก็ไม่ใช่คนตระกูลเจทท์?
เธอยืนอยู่ที่ปากซอยโทรม ๆ ได้ยินเสียงพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยร้องขายของดังมาจากข้างใน ตระกูลเจทท์อยู่ในซอยนี้นี่เอง
พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธองั้นเหรอ?
ชาติที่แล้วไม่เคยได้เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ
ตอนแรกก็กังวลว่าถ้าไปสืบหาพ่อแม่ที่แท้จริงแล้ว ชยพลกับมิราจะเสียใจ
ต่อมาก็มัวแต่จมปลักอยู่กับการแก่งแย่งชิงดีกับมาลีจนถอนตัวไม่ขึ้น
อีกอย่าง ชาติที่แล้วตระกูลเจทท์ก็ไม่เคยมาตามหาเธอ บางทีพวกเขาอาจจะไม่อยากมีลูกสาวที่โตขนาดนี้แล้วโผล่มาก็ได้?
ความรู้สึกคาดหวังและลังเลใจปะปนกันไปหมด
'ช่างมันเถอะ'
ญาณิดาสูญหายใจเข้าลึก ๆ
อย่างน้อยก็ขอให้ได้เจอหน้าสักครั้ง ถือว่าทำตามความปรารถนาของตัวเองให้สำเร็จ เธอยังคงโหยหาการมีครอบครัวของตัวเอง มีพ่อแม่ที่น่ารัก
ญาณิดาค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านตระกูลเจทท์
"มาลียังไม่รับโทรศัพท์อีกเหรอ?" ญาณินถาม
"ปิดเครื่องไปแล้ว" สมศักดิ์ขมวดคิ้วแน่น เขาอัดบุหรี่เข้าปอดอย่างแรง แล้วพ่นควันออกมาเป็นวงใหญ่
ที่จริงแล้วหลังจากที่มาลีกลับไปอยู่ตระกูลปุริสาย เธอก็บล็อกเบอร์ของทุกคนในตระกูลเจทท์ไปหมดแล้ว
"ลูกจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม มาลีเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ไปทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมที่เชียงใหม่คนเดียว ตอนนั้นฉันก็ไม่เห็นด้วยแล้ว"
ญาณินถอนหายใจอย่างหนักอกหนักใจ
"ลูกดื้อจะไปเอง ผมก็ห้ามไม่ได้ เด็กโตแล้ว ก็มีความคิดเป็นของตัวเอง"
สมศักดิ์บี้ก้นบุหรี่ "เดี๋ยวผมจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ"
จริง ๆ แล้วเขาก็สงสัยอยู่บ้าง ว่ามาลีตั้งใจไม่รับโทรศัพท์
เพราะครั้งล่าสุดที่คุยกับมาลี เธอก็บอกเขาด้วยน้ำเสียงรำคาญว่าต่อไปนี้ไม่ต้องโทรมาอีก
แต่ติดต่อลูกไม่ได้นานขนาดนี้ พวกเขาก็ร้อนใจเป็นธรรมดา
อีกอย่างเชียงใหม่ก็เป็นเมืองใหญ่ขนาดนั้น มาลีก็ไม่ได้บอกว่าพักอยู่ที่ไหน
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากนอกประตูเหล็กเก่า ๆ
พร้อมกับเสียงของหญิงสาวที่เอ่ยถามว่า "ขอโทษค่ะ มีใครอยู่ไหมคะ?"
สมศักดิ์เปิดประตู "เธอเป็นใคร? มาหาใคร?"
คนที่อยู่หน้าประตูก็คือญาณิดานั่นเอง
เธอมองชายวัยกลางคนท่าทางกร้านโลกตรงหน้า เขาดูแก่กว่าชยพลมาก ผิวพรรณกร้านแดดและรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากต่างก็ตอกย้ำถึงความลำบากที่เขาต้องเผชิญมาตลอดชีวิต
แต่เขากับญาณิดาไม่มีส่วนไหนที่ดูคล้ายกันเลย
ญาณิดาจ้องมองเขาอยู่ครู่ใหญ่ ความตื่นเต้นที่จะได้เจอพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดค่อย ๆ เลือนหายไป
'ทำไมเขาถึงดูเหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลยนะ'
ญาณิดาลองหยั่งเชิงถาม "ที่บ้านของคุณ เคยมีเด็กผู้หญิงที่ชื่อมาลี ปุริสาย... ไม่สิ! ชื่อมาลี เจทท์ไหมคะ? อายุสิบแปดปี รุ่นราวคราวเดียวกับฉัน"
สมศักดิ์พยักหน้า "ใช่"
ญาณินที่อยู่ข้างในได้ยินชื่อมาลี เจทท์ ก็รีบเดินออกมาอย่างตื่นเต้น "หนูจ๊ะ หนูรู้ข่าวของมาลีเหรอ? เป็นเพื่อนของมาลีใช่ไหม?"
เมื่อเห็นท่าทางเป็นห่วงของญาณิน ญาณิดาก็รู้สึกสับสน
'อะไรกัน มาลีกลับตระกูลปุริสายแล้ว ไม่ได้บอกพ่อแม่ตระกูลเจทท์เลยเหรอ?'
'ทำไมพวกเขาถึงทำท่าเหมือนลูกสาวหายไปแบบนั้นล่ะ?'
สมศักดิ์เห็นสีหน้าซับซ้อนของญาณิดาจึงเปิดประตูให้กว้างขึ้น "เข้ามาคุยข้างในก่อนสิ"
ญาณิดาเดินตามเข้าไป บ้านของตระกูลเจทท์เล็กมาก แต่สะอาดเรียบร้อย ห้องนั่งเล่นเหมือนถูกกั้นแบ่งออกมา ไม่มีหน้าต่าง มีโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง
ญาณิดานั่งลงบนเก้าอี้พลาสติก ยกแก้วชาใบใหญ่ที่ญาณินรินให้ขึ้นมา
ญาณินพูดอย่างเกรงใจ "ชาที่บ้านไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าหนูไม่ชิน เดี๋ยวป้าไปเอานมกล่องมาให้ดีไหม?"
"ไม่เป็นไรค่ะ" ญาณิดาจิบชาไปหนึ่งอึก รสชาติธรรมดา มีรสฝาดเล็กน้อย แต่ก็สะอาดและช่วยดับกระหายได้ดี
ญาณินถามอย่างร้อนรน "แล้วมาลีล่ะจ๊ะ?"
ญาณิดาถามกลับ "ช่วงนี้มาลีไม่ได้ติดต่อพวกคุณเลยเหรอคะ?"
สมศักดิ์เป็นฝ่ายพูด "เราโทรคุยกันอาทิตย์ละครั้ง เมื่อวานซืนฉันโทรไปก็ติดต่อไม่ได้ ตอนแรกนึกว่าแบตหมด เลยไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่คิดว่าสองวันนี้จะโทรไปหลายสายแล้วก็ยังติดต่อไม่ได้เลย"
ญาณินพูดเสริม "ใช่จ้ะ มาลีน่ะเป็นเด็กมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เล็ก ไม่รู้ว่าโกรธอะไรเราอีกหรือเปล่า เรื่องค่าเทอมก็กำลังหาทางอยู่"
ที่แท้มาลีเรียนไม่ค่อยเก่ง สอบเข้าได้แค่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งค่าเทอมแพงมาก
เธอยังอยากให้สมศักดิ์ออกเงินให้เธอย้ายมหาวิทยาลัย ได้ยินมาว่าเงินสามแสนสามารถเพิ่มคะแนนได้ถึงสิบคะแนนเชียวนะ!
ด้วยฐานะของตระกูลเจทท์ จะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน
แต่ต่อมามาลีก็ได้เกิดใหม่ เธอตามหาตระกูลปุริสายเจอด้วยตัวเอง จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินค่าเทอมที่ตระกูลเจทท์เก็บสะสมไว้ให้อีกต่อไป
ญาณิดานิ่งฟังเพียงครู่เดียว ก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ทันที
"งั้นพวกคุณก็ไม่รู้เหรอคะว่ามาลีถูกตระกูลปุริสายตามตัวกลับไปแล้ว? ตอนนี้เธอชื่อมาลี ปุริสาย เป็นคุณหนูใหญ่ของบริษัทเอสเอ็มในเชียงใหม่ค่ะ"
สมศักดิ์กับญาณินตกใจมาก
ญาณินพูดตะกุกตะกัก "จริงเหรอ? ที่แท้ชาติกำเนิดของเด็กคนนี้ก็ดีขนาดนี้เลยเหรอ"
สมศักดิ์ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ "แล้วทำไมมาลีไม่บอกเรื่องนี้กับเราล่ะ ฉันก็นึกว่ามาลีเป็นอันตรายอะไรไปซะอีก เธอไม่ได้โกหกพวกเราใช่ไหม?"
ญาณิดาจึงต้องค้นหาข่าวจากเว็บไซต์ของเชียงใหม่ให้ดู
ข่าวที่ตระกูลปุริสายตามหาลูกสาวที่หายไปจนพบ พร้อมทั้งมีรูปถ่ายครึ่งตัวหน้าตรงความละเอียดสูงของมาลี ชยพล และมิราประกอบ
ตอนนั้นมีการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ออกไปเยอะมาก
เพราะตระกูลปุริสายไม่อยากทำให้ลูกสาวตัวจริงต้องน้อยเนื้อต่ำใจ
หลังจากเพ่งดูรูปในข่าวอยู่นาน สมศักดิ์ถึงได้ยอมเชื่อ
เขาถอนหายใจ "หาเจอแล้วก็ดี แต่เด็กคนนี้ ทำไมถึงไม่บอกเราสักคำเลยนะ"
หรือว่าจะกลัวว่าพ่อแม่บุญธรรมอย่างพวกเขาจะไปรีดไถเงิน?
พอคิดถึงตรงนี้ สมศักดิ์ก็ส่ายหัวอีกครั้ง
ญาณิน "มาลีน่ะเป็นเด็กสำออยมาตั้งแต่เล็ก น้ารองของเธอยังเคยว่าเลยว่าเป็นพวกดวงคนใช้แต่ทำตัวคุณหนู ดัดจริต! ที่แท้ก็เป็นคุณหนูจริง ๆ นี่เอง"
เมื่อได้ยินดังนั้น ญาณิดาก็เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นมาอย่างหนึ่ง
"แสดงว่าพวกคุณก็รู้ว่ามาลีไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพวกคุณเหรอคะ?"
สมศักดิ์ "ใช่แล้ว เราเก็บเด็กคนนั้นได้จากม้านั่งในสวนสาธารณะ ตอนนั้นเราก็ไปแจ้งความแล้ว แต่ตำรวจบอกว่าที่เชียงใหม่ไม่มีใครแจ้งเด็กหายเลย สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็สภาพไม่ค่อยดี เราเลยตัดสินใจเลี้ยงเอง ถึงแม้ฐานะทางบ้านเราจะธรรมดา แต่การเลี้ยงเด็กผู้หญิงเพิ่มอีกคนให้มีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ก็ยังพอไหว"
ญาณิน "ตอนนั้นเราอยากมีลูกสาวอีกคน พอมีมาลีแล้วก็เลยพอใจแล้ว ไม่คิดเลยว่าพอเลี้ยงจนโต เด็กคนนี้กลับไม่สนิทกับเราเลย"
ญาณิดาพยักหน้า 'ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่การสลับตัวผิด แต่มีคนเอาฉันไปสลับตัวกับมาลี แล้วก็เอามาลีไปทิ้งไว้ที่เชียงใหม่'
'ตกลงว่าเป็นฝีมือใครกันแน่? คนคนนี้มีความแค้นอะไรกับตระกูลปุริสายหรือเปล่า?'
ญาณินมองเด็กสาวหน้าตาสะสวยคนนี้กำลังครุ่นคิด อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "หนูจ๊ะ ขอบใจนะที่มาบอกข่าวของมาลีให้เรารู้ คุยกันมาตั้งนาน ยังไม่ได้ถามชื่อหนูเลย"
"ญาณิดาค่ะ"
ญาณิน "แล้วหนูกับตระกูลปุริสาย...?"
ญาณิดา "หนูเคยเป็นลูกของตระกูลปุริสายค่ะ หนูเองก็เพิ่งจะรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าพวกเขาไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ ของหนู"
"งั้นนี่หนู... มาตามหาญาติเหรอ? แต่เสียดายนะที่พวกเราก็ไม่ใช่พ่อแม่ของหนู"
ญาณินเห็นญาณิดาทั้งสวยทั้งมีมารยาท ถ้าเป็นลูกสาวของเธอ เธอคงจะดีใจจนเนื้อเต้น แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่
"หนูคงจะเสียใจมากสินะ" ญาณินเองก็เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน เธอรู้สึกสงสารเด็กสาวที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ไปชั่วขณะ
ญาณิดายิ้มอย่างสุภาพ "ในเมื่อเป็นแบบนี้ หนูก็ไม่รบกวนแล้วค่ะ"
ก่อนจะจากไป ญาณิดานึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ "จริงสิคะ มาลีบอกว่าพวกคุณจะขายเธอให้ไปแต่งงานกับคนต่างจังหวัดเพื่อแลกกับสินสอดเหรอคะ?"
พ่อแม่ของตระกูลเจทท์ดูเป็นคนดี ญาณิดาจึงได้เอ่ยถามออกไป
"จะมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไง?" สมศักดิ์มองไปทางญาณินอย่างตกตะลึง
ญาณินถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เรียงลำดับเหตุการณ์ขึ้นมาได้ "วินทร์ หลานชายคนโตของลุงโยธินที่อยู่บ้านเกิดน่ะ เขาสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำในเชียงใหม่ไม่ใช่เหรอ ตอนที่มาลีจะไปทำงานที่เชียงใหม่ ป้าก็เลยบอกเขาว่าถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้ไปหาพี่ชายคนนี้ได้ เรื่องแบบนี้ก็ต้องแล้วแต่ความสมัครใจของลูกอยู่แล้ว เราไม่มีทางขายลูกกินเด็ดขาด! อีกอย่างถ้าเทียบกับฐานะบ้านเราในตอนนั้น วินทร์ก็ถือว่าเป็นคนมีฐานะดีคนหนึ่งเลยนะ"
